รุ่งอรุณแห่งอารยธรรม
ภาพเขียนสีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาปลาร้า
สภาพภูมิศาสตร์ แหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีเขาปลาร้า (บริเวณเพิงผาถ้ำประทุน) เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการศึกษาอารยธรรมและวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาค แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 450 เมตร (โดยยอดเขาจุดสูงสุดมีความสูงประมาณ 597 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ร่องรอยทางศิลปะเหล่านี้ปรากฏอยู่บนผนังของเพิงผาถ้ำ ซึ่งอยู่สูงจากระดับพื้นถ้ำขึ้นไปประมาณ 5-7 เมตร และทอดยาวเป็นแนวกว้างประมาณ 9 เมตร
ลักษณะทางกายภาพและเทคนิคการสร้างสรรค์ จากการประเมินทางโบราณคดี คาดว่าภาพเขียนชุดนี้มีอายุเก่าแก่ประมาณ 3,000-5,000 ปี ศิลปินในยุคโบราณได้สร้างสรรค์ผลงานด้วยการใช้สีสกัดจากธรรมชาติ ได้แก่ สีดำ สีแดง และสีแดงเข้ม โดยปรากฏร่องรอยการเขียนซ้อนทับกันของทั้ง 3 สีในบางจุด เทคนิคการวาดที่พบมีความหลากหลายและสะท้อนถึงพัฒนาการทางศิลปะ ได้แก่ เทคนิคการระบายสีแบบเงาทึบ (Silhouette) แบบเงาทึบบางส่วน แบบโครงร่างภายนอก (Outline) แบบกิ่งไม้ (Stick figure) และแบบเส้นร่าง (Sketch) ทั้งนี้ จากการสำรวจภาพที่ปรากฏตามผนังพบว่ามีจำนวนมากกว่า 40 ภาพ โดยเป็นภาพที่เขียนเสร็จและมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์จำนวน 30 ภาพ
เนื้อหาและการตีความทางมานุษยวิทยา องค์ประกอบของภาพประกอบด้วยรูปมนุษย์และสัตว์นานาชนิด อาทิ สุนัข ไก่ เต่า กบ กวาง วัว และกระทิง อิริยาบถของบุคคลในภาพส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของการกระโดดโลดเต้นและร่ายรำ เมื่อนักวิชาการพิจารณาจากบริบทแวดล้อมและองค์ประกอบศิลป์ สามารถตีความได้ว่าเจตนารมณ์ของผู้สร้างสรรค์คือการบันทึกและสื่อถึงการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรรม ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องหรือคล้ายคลึงกับพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากนี้ การปรากฏภาพของการต่อสู้กับวัวกระทิง ยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่า นอกจากการเกษตรแล้ว ชุมชนโบราณในถิ่นนี้ยังคงพึ่งพาการเข้าป่าและล่าสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวเนื่อง นอกเหนือจากภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ การสำรวจบริเวณพื้นที่ดังกล่าวยังค้นพบหลักฐานทางวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ ขวานหินจำนวน 2 ชิ้น และเศษภาชนะดินเผา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงการตั้งถิ่นฐานและการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอดีต ปัจจุบัน โบราณวัตถุเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์และจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงและศูนย์กลางการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชนต่อไป
อารยธรรมทวารวดีที่เมืองการุ้ง
เมืองด่านและวีรบุรุษ
เมืองหน้าด่านสมัยอยุธยา
สมัยกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเมืองอุทัยเก่านั้นเป็นเมืองอยู่ใกล้
ชายแดน ควรจะเป็น "เมืองด่าน" ใช้ระมัดระวังพม่าที่เดินทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา และด่านเจดีย์
สามองค์ซึ่งเป็นเส้นทางที่พม่าใช้เดินทัพเข้ามาแต่โบราณ จึงให้จัดตั้งด่านป้
องกันขึ้นหลายแห่งคือ ด่าน
เมืองอุทัย (ที่บ้านคลองค่าย) ด่านแม่กลอง ด่านเขาปูน ด่านหนองหลวง ด่านสลักพระ โดยถือเอาเมือง
อุทัยเก่าเป็น "หัวเมืองด่านชั้นนอก" โดยมีเจ้าเมืองอุทัยเก่าเป็นผู้ดูแลด่านต่างๆ เมืองอุทัยเก่าในสมัย
นั้นมีอาณาเขตการปกครองดังนี้ ทางทิศตะวันออกติดต่อกับเมืองแพรก (เมืองสรรค์บุรี) ทางทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือจดกับเมืองพระบาง (เมืองพังค่าจังหวัดนครสวรรค์)ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ติดต่อกับเมืองแปป (เมืองกําแพงเพชร) และเมืองฉอด (อยู่ที่จังหวัดตาก) ถือแนวแม่นํ้าและลําคลองเป็น
แนวเขต เช่นแม่นํ้ากลอง คลองห้วยแก้ว ลําห้วยเปิ้นเป็นต้น สําหรับด่านสําคัญที่อยู่ปลายแดนด้านทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือได้ให้พระพล (พระพลสงคราม) เป็นผู้รักษาด่านแม่กลอง และพระอินทร์ (พระอินทร
เดช) เป็นผู้รักษาด่านหนองหลวงซึ่งเป็นด่านที่สําคัญของเมืองอุทัยเก่า (ปจจุบันอยู่ในท้องที่อําเภออุ้ม ั
ผาง จังหวัดตาก) ในพงศาวดารพม่าปรากฏว่า "สมเด็จพระนเรศวรยกทัพติดตามตีกองทัพพระเจ้าหง
สาวดีไปจนถึงหนองหลวง แล้วจึงกลับคืนพระนคร"
ต่อมาสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้โปรดให้บัญญัติอํานาจการใช้ตราประจําตําแหน่งมี
บัญชาการตามหัวเมืองนั้นๆ ได้ระบุในกฎหมายเก่า ลักษณะพระธรรมนูญว่า "เมืองอุไทยธานีเป็นหัว
เมืองขึ้นแก่มหาดไทย"
ตัวเมืองอุทัยเก่านั้นเป็นเมืองดอนตั้งอยู่บนพื้นที่ต่อเนื่องกับเชิงเขาบรรทัดที่เป็นเขตแดน
ติดกับเมืองมอญ (เมาะตะมะและเมาะตําเลิม) มีที่ราบทํานาได้มาก ทั้งมีธารนํ้าไหลลงมาจากภูเขา
กักตุนเก็บนํ้าเข้ามาใช้ในการทํานา ไม่มีเวลาที่นาจะเสีย จึงมีผู้คนได้ตั้งบ้านเรือนทํานากันมาก จนเป็น
บ้านเมืองใหญ่ ด้วยเหตุที่หัวเมืองตั้งอยู่บนที่ดอนห่างจากคลองสะแกกรังประมาณ ๕๐๐ เส้น ลําห้วยที่มี
อยู่เดิมใกล้ๆ ตัวเมืองก็ตื้นเขินและใช้การไม่ได้ เรือจึงขึ้นไปไม่ถึงเมื่อจะขายข้าวต้องบรรทุกเกวียนมา
ทางบกลงมาที่แม่นํ้าสะแกกรัง อันเป็นปลายเขตแดนเมืองชัยนาท และเมืองมโนรมย์ และการส่งพืช
พันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องอาศัยแม่นํ้าสะแกกรังเป็นหลัก ดังนั้นประชาชนที่รับซื้อผลิตผลสินค้าของชาว
อุทัยธานี จึงพากันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสะแกกรัง ซึ่งเป็นตลาดค้าขายของชาวเมืองอุทัยธานี
พ.ศ. ๒๒๐๖ แผ่นดิน ของสมเด็จพระนารายณ์ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา พม่าได้ปราบปราม
พวกมอญเมืองเมาะตะมะ ซึ่งเป็นกบฏจับมังนันทมิตร อาของพระเจ้าอังวะ พาเข้ามาในดินแดนไทย
ดังนั้น "ครั้นถึงกติกมาสได้ศุภวารดฤถี พิชัยฤกษ์ เจ้าพระยาโกษาธิบดี และท้าวพระยานายทัพนายกอง
ทั้งปวงกราบถวายบังคมลายกพลโยธาแยกกันไปทางด่านเจดีย์สามองค์บ้าง ทางด่านเขาปูนและด่าน
สลักพระแดนเมืองอุทัยธานีบ้าง ส่วนกองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย ซึ่งลงมาจากเมืองเชียงใหม่ถึงเมือง
ตากนั้นก็รีบยกมาทางเมืองกําแพงเพชร เมืองนครสวรรค์ ผ่านเมืองอุทัยธานีถึงเมืองศรีสวัสดิรบกับพม่า ์
ที่ไทรโยค และท่าดินแดงร่วมกับทัพใหญ่ของเจ้าพระยาโกษาธิบดีคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)
เป็นแม่ทัพใหญ่พร้อมด้วยพระยาวิเศษชัยชาญ พระยาราชบุรีและพระยาเพชรบุรี จนพม่าแตกพ่ายหนี
ไปด้วยกําลังทหารหาญกับชาวด่านเมืองอุทัยธานีที่ได้ติดตามทัพ พระยาสีหราชเดโชชัยมาช่วยรบใน
คราวนี้ด้วย
แผ่นดินพระชนกจักรี
ปฐมนิวาสสถานแห่งราชวงศ์จักรี
ความภาคภูมิใจสูงสุดของชาวอุทัยธานี คือการเป็นบ้านเกิดของ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) พระราชบิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โดยพระองค์เสด็จพระราชสมภพที่บ้านสะแกกรังแห่งนี้
ปัจจุบันบนยอดเขาสะแกกรัง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปจำลองของพระองค์ ซึ่งชาวอุทัยธานีและนักท่องเที่ยวต่างขึ้นไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
ตราประจำจังหวัดอุทัยธานี
ด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจึงกำหนดให้รูป "พระมหาชนกจักรีประทับนั่งบนตั่ง มือขวาทรงถือดาบ" เป็นตราประจำจังหวัดอุทัยธานี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและต้นกำเนิดแห่งราชวงศ์จักรี
วิถีการค้าและชาวจีน
เซ็กเกี๋ยกั้ง: ท่าเรือขนข้าว
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บ้านสะแกกรังเติบโตขึ้นเป็นย่านการค้าข้าวที่สำคัญ พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและเรียกย่านนี้ว่า "เซ็กเกี๋ยกั้ง" สินค้าจากป่าและข้าวสารถูกลำเลียงผ่านแม่น้ำสะแกกรังล่องลงสู่กรุงเทพฯ ทำให้เมืองนี้คึกคักและร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมผสมผสาน ไทย-จีน
ตำนานตรอกโรงยา
หนึ่งในย่านที่เคยรุ่งเรืองที่สุดคือ "ตรอกโรงยา" ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของโรงสูบฝิ่นที่ถูกกฎหมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพ ปัจจุบันตรอกแห่งนี้ได้รับการฟื้นฟูให้เป็นถนนคนเดินสายวัฒนธรรม ที่ยังคงกลิ่นอายของวันวานผ่านบ้านไม้เก่าและอาหารพื้นเมือง
สายน้ำแห่งชีวิต
ชุมชนชาวแพแห่งสุดท้าย
เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร คือ ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทยที่มีทะเบียนบ้านถูกต้องตามกฎหมาย วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ การเลี้ยงปลาแรดในกระชัง และความเงียบสงบ คือเสน่ห์ที่หยุดเวลาไว้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลง